โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ และการดูแลด้านจิตใจของผู้สูงอายุ

อัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ

โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคในกลุ่มสมองเสื่อมชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่ของสมองส่วนต่างๆ แสดงออกมาเป็นกลุ่มอาการความบกพร่องในกระบวนการทางความคิด ได้แก่ ความจำบกพร่อง ลืมง่าย สติปัญญาและความสามารถลดลง

การเรียนรู้ได้ช้าลง การตัดสินใจไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาได้ลดลง หลงวัน เวลา สถานที่ แม้กระทั่งบุคคลใกล้ชิด การรับรู้เสียไป ความสนใจ ตั้งใจ สมาธิลดลง ความสามารถทางสังคมลดลง มีความยากลำบากในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น สวมเสื้อผ้า ติดกระดุมไม่ได้ รับประทานอาหารเองไม่ได้ มีความผิดปกติทางภาษาและการติดต่อสื่อสาร ทั้งทางการพูด การเขียน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย น้อยใจ ร้องไห้ ก้าวร้าวโดยไม่มีเหตุผล แสดงอารมณ์ไม่เหมาะสม รวมทั้งบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวผิดปกติ พฤติกรรมบกพร่อง จนถึงอาการของโรคจิตที่มีประสาทหลอน หลงผิดได้

โรคอัลไซเมอร์มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ไม่เฉพาะตัวผู้ป่วยเอง ยังมีผลกระทบต่อญาติหรือผู้ดูแล ที่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วย ผลกระทบต่อญาติที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดความเครียด เหนื่อยล้า เบื่อหน่าย กังวล ผิดหวัง เศร้า ว้าเหว่เหมือนถูกทอดทิ้งให้รับผิดชอบผู้ป่วยอยู่คนเดียว บางครั้งผู้ดูแลหรือญาติอาจเกิดปัญหาหรือมีคำถามต่างๆ อยากปรึกษา แต่ไม่รู้จะถามใครดี จะถามอะไรบ้าง ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำไปแล้วถูกต้องหรือดีหรือยัง บางครั้งรู้สึกผิด คิดว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยน้อยใจ เสียใจ,โกรธหรือเกิดปัญหาทางอารมณ์ ฉะนั้นการดูแลทางด้านจิต-สังคมในโรคอัลไซเมอร์จึงมีความสำคัญไม่เฉพาะในส่วน ตัวผู้ป่วย ยังต้องดูแลไปถึงสภาวะจิตใจของผู้ดูแลหรือญาติด้วย เพราะระยะของโรคและความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับปัจจัยทางจิต-สังคมของผู้ป่วย ด้วย และความสัมพันธ์กับผู้ดูแลหรือญาติด้วย ถ้าผู้ป่วยพื้นฐานสติปัญญาดี การศึกษาดี ก็อาจจะควบคุมปัญหาทางจิตได้ดี หรือถ้าปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมหรือญาติที่ดูแลก่อให้เกิดดความวิตกกังวล อารมณ์เศร้าหรือความเครียดก็อาจทำให้อาการของโรคอัลไซเมอร์เป็นมากขึ้นได้

ระยะของโรคอัลไซเมอร์มีความสำคัญสำหรับผู้ดูแล เพื่อการเข้าใจว่าอาการระยะใดมีอะไรบ้าง และควรได้รับการช่วยเหลือเช่นใดบ้าง เช่น

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/Fs3DHJ

  1. ระยะสับสนระยะแรก ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีอาการลืมง่าย สับสนเป็นครั้งคราว การตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้าลง การพูดคุยในสังคมจะผิวเผินขึ้น เพราะมีปัญหาเรื่องความจำจะไม่พยายามลงรายละเอียด เพราะผู้ป่วยจะจำไม่ได้ บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เคยเป็นคนอารมณ์ดี อาจหงุดหงิดง่ายขึ้น โมโห เอาแต่ใจตนเอง เป็นต้น ปฏิเสธอาการที่ตนเองเป็น มีอาการทางอารมณ์ อาจวิตกกังวลง่าย หรือเศร้า เพราะปัญหานึกอะไรไม่ค่อยออก ความสามารถของตนเองลดลง
  2. ระยะสับสนระยะหลัง ความจำจะบกพร่องมากขึ้น การตัดสินใจผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเงินทอง ความสามารถในการทำงานในบ้านลดลง เสียการรู้จัก เวลา และสถานที่ แต่ยังจำบุคคลที่รู้จักกันได้ อาจมีอาการซึมเศร้า
  3. ระยะสมองเสื่อมระยะแรก จะต้องพึ่งพาผู้อื่น ความจำบกพร่องมากขึ้น มีปัญหาอารมณ์มากขึ้น การมีเหตุผลและการตัดสินใจลดลง เริ่มแยกตัวออกจากสังคม เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองมีปัญหาเรื่องต่างๆ ต้องการการช่วยเหลือ สนับสนุนประคับประคองให้กำลังใจมากขึ้น
  4. ระยะสมองเสื่อมระยะกลาง ความสามารถต่างๆลดลง อาจมีปัญหาพฤติกรรมและความคิดผิดปกติ มีอาการหลงผิด มักระแวงคิดว่าคนอื่นคิดไม่ดีจะมาทำร้ายตน นอนไม่หลับ อาจมีหูแว่ว ประสาทหลอน ทำอะไรซ้ำๆ มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ผู้ดูแลต้องช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำ อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว ผู้ป่วยช่วยตัวเองไม่ค่อยได้
  5. ระยะสมองเสื่อมระยะปลาย ผู้ป่วยจะช่วยตัวเองไม่ได้มากขึ้นๆ รับประทานอาหารน้อยลงจนอาจมีปัญหาทางกาย ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือในทุกๆเรื่อง

จะพบว่าอาการของโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์จะค่อยๆมีมากขึ้น รุนแรงขึ้น จนต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือทุกๆด้าน ฉะนั้นผู้ดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จึงมีความสำคัญมากและจำเป็นต้องเข้าใจ อาการและความรุนแรงของอาการที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อจะเข้าใจและไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วยและผู้ดูแลเอง

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/kR5uqb

มีข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ เพื่อผู้ดูแลจะได้เข้าใจและปฏิบัติตัวได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

  1. อาการของโรคอัลไซเมอร์ เป็นการแสดงออกที่ปกติของผู้สูงอายุ แต่จะรุนแรงกว่าผู้สูงอายุที่ปกติหรือไม่ป่วย
  2. ความเสื่อมเป็นสาเหตุปกติของปัญหาในผู้สูงอายุ
  3. ปัจจุบันยังไม่สามารถให้การช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยได้มากกว่าการดูแล ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
  4. โรคอัลไซเมอร์ถือเป็นความเจ็บป่วยทางจิต
  5. ครอบครัวควรเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบผู้ป่วย เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ น่าจะเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยได้ดีกว่า
  6. ญาติทุกคนของผู้ป่วยสามารถรับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคได้

การรักษาทางจิตสำหรับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่ผู้ดูแลควรรับทราบ

  1. การใช้ยา ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อาจมีอาการที่ต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิต-ประสาท เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ก้าวร้าว โรคจิต ฯลฯ ผู้ดูแลก็ควรช่วยเหลือดูแลเรื่องการรับประทานยาให้สม่ำเสมอและสังเกตอาการ เพื่อปรึกษาแพทย์ให้ถูกต้อง
  2. การดูแลทางด้านร่างกาย ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ คือ อุบัติเหตุ ควรระมัดระวังป้องกัน สิ่งแวดล้อมที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ควรจัดให้ดี นอกจากนี้ควรดูแลช่วยเหลือตามที่ความสามารถของผู้ป่วยพึงทำได้เท่าใด ผู้ดูแลก็ควรช่วยเหลือตามความเหมาะสม
  3. การดูแลรักษาทางจิตและอื่นๆ ช่วยเหลือด้านจิตใจ ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเรื่องการรับประทานอาหารให้พอเพียงและถูกหลักโภชนาการ ดูแลช่วยเหลือเรื่องการออกกำลังกายบ้างตามความเหมาะสม การมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การพาออกนอกบ้าน ทำกิจกรรมต่างๆ หรือการเข้ากลุ่มกับผู้อายุ หรือกลุ่มกิจกรรมอื่นๆ ในช่วงระยะต้นๆ ที่ความจำยังไม่บกพร่องมาก การฝึกความจำอาจช่วยได้บ้าง
  4. การดูแลรักษาผู้ดูแลเอง ผู้ดูแลที่ต้องดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ตลอดเวลาอาจนับเป็นหน้าที่ที่หนักพอ สมควร อาจก่อให้เกิดความเครียดหรือปัญหาอารมณ์ บางครั้งอาจรู้สึกผิด ไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำถูกต้องหรือไม่ ผู้มีหน้าที่รักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจต้องดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลไปด้วย

จะเห็นว่าการดูแลทางจิต-สังคมของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีความสำคัญมาก ฉะนั้นเราจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าจะคำนึงถึงบทบาทของผู้ดูแลหรือญาติของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์คงมีดัง ต่อไปนี้

  1. ยอมรับผู้ป่วย และอาการของโรคของผู้ป่วยว่าโรคนี้รักษาไม่หาย แต่การดูแลจะทำให้ผลกระทบด้านต่างๆลดลง
  2. เข้าใจว่าที่ผู้ป่วยแสดงหรือคิด เป็นผลมาจากอาการของโรค โดยเฉพาะความบกพร่องของกระบวนการความคิด ความจำ การตัดสินใจ รวมทั้งการแสดงอารมณ์ต่างๆ มิใช่ผู้ป่วยไม่พอใจหรือโกรธผู้ดูแล แต่อาจเป็นเพราะอาการของโรคเอง ถ้าผู้ดูแลหรือญาติพยายามทำดีที่สุดแล้ว
  3. ให้การดูแลเอาใจใส่ ในความเป็นอยู่ทุกๆด้านของผู้ป่วย สนใจ ช่างสังเกตในอาการ สิ่งใดก่อให้เกิดอารมณ์หรือความไม่พอใจแก่ผู้ป่วย ควรหาสาเหตุแก้ไขหรือหลีกเลี่ยง ช่วยลดความเครียดแก่ผู้ป่วย
  4. ให้ความอบอุ่น ดูแลใกล้ชิด ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เมื่อมีปัญหาเรื่องความบกพร่อง อาจแยกตัวไม่เข้าสังคม ผู้ป่วยอาจเหงา ว้าเหว่ ต้องการเพื่อน ผู้ดูแลที่เข้าใจจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ผู้ป่วยได้ การติดต่อสื่อสารที่ดีจะช่วยได้
  5. สนับสนุนให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือตามความเหมาะสมและถูกต้องตามอาการและระยะของโรคของผู้ป่วย กระตุ้นในสิ่งที่ความสามารถของผู้ป่วยจะทำได้
  6. มีส่วนช่วยในการรักษา ผู้ดูแลจะเป็นผู้ สังเกตอาการที่ผิดปกติของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ดีเพราะเป็นผู้ใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติที่ไม่สามารถดูแลได้ควรปรึกษาผู้รู้หรือแพทย์ เช่น อาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือซึมเศร้ามากเกินไป พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ก้าวร้าว หลงผิด หูแว่ว หรืออาการโรคจิตที่อาจพบได้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

การดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องการความเต็มใจ ความพร้อม ความรู้สึกต่างๆในการดูแลอย่างมาก เพราะการดูแล(care) เป็นการช่วยเหลือดูแลให้ผู้ป่วยสบายที่สุด